
ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 7 มีลงฟาดแข้งกันหลายคู่ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ แต่เป็นช่องว่างของสกอร์และสถานการณ์บนตารางคะแนนที่พลิกผัน โดย ไบรท์ตัน ใช้เวลาเพียง 10 นาทีแรกปิดกล่องถล่ม คริสตัล พาเลซ ยับเยิน, อาร์เซนอล ครองบอลถึง 74% แต่ยิงได้เพียงลูกเดียว, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกนำก่อนแต่ยังเอาชนะไม่ได้ ขณะที่ บอร์นมัธ เก็บชัยชนะนัดแรกของฤดูกาลได้สำเร็จ ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำเป็นจ่าฝูงเดี่ยวที่ 21 คะแนน, อาร์เซนอล ตามมาเป็นอันดับ 2 มี 18 คะแนน ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด ร่วงไปอยู่อันดับ 13 มีเพียง 7 คะแนน
ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 5-0 คริสตัล พาเลซ
เปิดฉากมาเพียงนาทีที่ 4 ปาสกาล กรอสส์ เปิดฟรีคิกจากกราบซ้ายเข้ากรอบเขตโทษ คานโว กองหลังพาเลซโหม่งสกัดผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเอง ไบรท์ตันนำ 1-0
ถัดมานาทีที่ 7 เกิดลูกยิงสุดฮือฮาประจำสัปดาห์ เมื่อ โอลิวิเยร์ บอสคาลี ตัดบอลแดนกลางจาก อดัม วาร์ตัน จ่ายให้ ดีเอโก โกเมซ เงยหน้าเห็น วอลเตอร์ เบนิเตซ นายด่านพาเลซดันขึ้นมาสูง จึงตัดสินใจยิงไกลจากบริเวณวงกลมกลางสนาม บอลลอยข้ามหัวเข้าประตูไปอย่างงดงามจากระยะราว 51 เมตร นับเป็นประตูที่ยิงจากระยะไกลที่สุดในพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ลูกยิงระยะ 58 เมตรของ เวย์น รูนีย์ เมื่อปี 2017
นาทีที่ 10 บาริส คอสโตลาส ไหลบอลให้ ยาซิน อายารี ยิงแฉลบเปลี่ยนทางเข้าประตู หนีห่างเป็น 3-0
รูปเกมขาดลอยตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนที่ครึ่งหลังนาทีที่ 49 คอสโตลาส จะตามซ้ำเป็น 4-0 และนาทีที่ 84 แจ็ค ฮินเชลวูด ซ้ำจังหวะเตะมุมปิดกล่องเป็น 5-0
สถิติหลังเกมขาดลอย ไบรท์ตันยิงตรงกรอบ 9 ต่อ 1 ครั้ง ครองบอล 57% และยิงไปแล้วถึง 23 ประตูจาก 7 นัด รั้งสถิติทีมที่ทำประตูได้มากที่สุดในลีกเวลานี้ ฝั่งพาเลซมีลุ้นจะแจ้งเพียงจังหวะโหม่งชนคานของ ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตตา ในนาทีที่ 63 ซึ่ง ปิแอร์ ซาจ กุนซือพาเลซ ถึงกับเอ่ยปากหลังเกมว่าผลงานนัดนี้น่าอับอาย ไบรท์ตันเก็บเพิ่มเป็น 16 คะแนน ขยับขึ้นอันดับ 3
บอร์นมัธ 2-0 ซันเดอร์แลนด์
นาทีที่ 6 เอวานิลซอน เบียดเอาชนะสองแนวรับทางกราบขวาก่อนปาดเข้ากลางให้ มาร์คัส ทาเวอร์เนียร์ พุ่งโหม่งจ่อๆ เข้าไป บอร์นมัธนำ 1-0
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในนาทีที่ 17 เอวานิลซอน หลุดเดี่ยวทำให้ เควิน ดานโซ ต้องดึงฟาวล์หน้าเขตโทษ ผู้ตัดสินแจกใบแดงไล่ออกจากสนามทันที ทำให้ ซันเดอร์แลนด์ เหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่หัววัน
ครึ่งหลังนาทีที่ 48 โอมาร์ อัลเดเรเต จ่ายคืนหลังเบาเกินไป โดน เอวานิลซอน ฉกบอลหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงโล่งๆ เป็น 2-0
หลังจากนั้นเกมตกเป็นของบอร์นมัธฝ่ายเดียว มีโอกาสลุ้นยิงร่วม 29 ครั้ง ครองบอล 65% ขณะที่ซันเดอร์แลนด์ยิงไม่ตรงกรอบเลยตลอดทั้งเกม นัดนี้ เอวานิลซอน โชว์ฟอร์มเด่นทำ 1 ประตู 1 แอสซิสต์ ยิงต่อเนื่องเป็นนัดที่ 3 ช่วยให้ มาร์โก โรเซ่ ประเดิมชัยชนะในลีกนัดแรก พาทีมเก็บเพิ่มเป็น 6 คะแนน ขยับขึ้นอันดับ 15 ส่วน ซันเดอร์แลนด์ มี 4 คะแนน หล่นไปอยู่อันดับ 19
**ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด**
นาทีที่ 35 ยูริ ตีเลอมันส์ เปิดบอลจากฝั่งขวาไปเสา สองให้ บรีย็อง เอ็มเบอโม่ แปเข้าไป แมนฯ ยูไนเต็ด ออกนำ 1-0 ช่วงครึ่งแรก แฮร์รี แม็กไกวร์ กับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ช่วยกันคุมแนวรับได้อย่างแข็งแกร่ง รวมถึง เซนเน ลัมเมนส์ ที่เซฟลูกโหม่งของ นิโก เอลเวดี ในนาทีที่ 26 เอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังนาทีที่ 51 เจ้าถิ่นตามตีเสมอจากจังหวะเตะมุม อเนล อาห์เมดฮอดซิช โหม่งเช็ดที่เสาแรกให้ โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน พักบอลแล้วกลับตัวยิงตุงตาข่ายเป็น 1-1
แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเจอปัญหาเดิมๆ คือการออกนำก่อน พยายามคุมจังหวะ แต่กลับมาเสียประตูจากลูกตั้งเตะ เกมนี้ ลีดส์ มีค่าความน่าจะเป็นในการได้ประตู (xG) ถึง 1.44 ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้เพียง 0.91 และครองบอลเพียง 39% เท่านั้น ผ่านไป 7 นัด "ปีศาจแดง" ชนะ 1 เสมอ 4 แพ้ 2 มีเพียง 7 คะแนน รั้งอันดับ 13 และไม่ชนะใครรวมทุกรายการเป็นนัดที่ 6 ติดต่อกัน
แม้ ไมเคิล คาร์ริก จะปรับแผนให้ บรูโน แฟร์นันด์ส ไปยืนริมเส้นขวา และส่ง ตีเลอมันส์ ยืนเพลย์เมกเกอร์ ซึ่งสร้างความกดดันได้ดีในครึ่งแรก แต่ครึ่งหลังกลับปล่อยให้คู่แข่งเก็บบอลจังหวะสองจากลูกเตะมุมจนเสียประตู
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 0-1 อาร์เซนอล
ครึ่งแรก อาร์เซนอล ครองบอลสูงถึง 74% แต่แทบสร้างโอกาสอันตรายไม่ได้ เนื่องจาก ฟอเรสต์ ลงไปตั้งรับลึก ทำให้ บูกาโย ซากา และ มาร์ติน โอเดการ์ด ทำได้เพียงเคาะบอลไปมาริมเส้น ไม่สามารถเจาะเข้าพื้นที่อันตรายตรงกลางได้
มิเกล อาร์เตตา แก้เกมด้วยการส่ง โนนี มาดูเอเก ลงสนามในนาทีที่ 46 ก่อนจะส่ง เยอร์เรียน ทิมเบอร์, มิเกล เมริโน และ วิคตอร์ เกียเคเรส ลงมาพร้อมกันในนาทีที่ 66
ประตูชัยเกิดขึ้นในนาทีที่ 80 เดแคลน ไรซ์ ถ่ายบอลไปทางซ้ายให้ มาดูเอเก ลากตัดเข้าในแล้วยิงแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นเปลี่ยนทางเข้าประตูไปให้อาร์เซนอลนำ 1-0
ช่วงท้ายเกม ฟอเรสต์ มีลุ้นตีเสมอถึงสองครั้ง จาก คริส วูด ในนาทีที่ 89 ที่แตะบอลช้าจนโดน ไรซ์ วิ่งกลับมาบล็อกได้ทัน และจังหวะยิงปั่นโค้งเฉียดคานของ มูริลโล ในช่วงทดเจ็บ จบเกม อาร์เซนอล คว้าชัย 3 นัดรวด มี 18 คะแนนจาก 7 นัด (ชนะ 6 แพ้ 1) รั้งรองจ่าฝูง ตามหลัง แมนฯ ซิตี้ 3 แต้ม แม้รูปเกมจะไม่ลื่นไหล แต่การปรับหมากส่งตัวสำรองลงมาช่วยพลิกเกมได้ทันเวลา
สรุปสถานการณ์บนตารางคะแนนล่าสุด
หัวตารางเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำเดี่ยวที่ 21 คะแนน, อาร์เซนอล 18 คะแนน ตามมาเป็นอันดับ 2 และ ไบรท์ตัน 16 คะแนน อยู่ที่ 3 ตามด้วย เชลซี 13 คะแนน (อันดับ 4) และ ลิเวอร์พูล 12 คะแนน (อันดับ 5)
กลุ่มกลางตาราง เบรนท์ฟอร์ด, ลีดส์ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน มี 10 คะแนนเท่ากัน
โซนท้ายตารางเริ่มมีความปั่นป่วน คริสตัล พาเลซ มี 7 คะแนน รั้งที่ 14, บอร์นมัธ 6 คะแนน ขึ้นมาที่ 15 ส่วน น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ มี 5 คะแนน (อันดับ 18), ซันเดอร์แลนด์ 4 คะแนน (อันดับ 19) และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ จมบ๊วยอันดับ 20 มีเพียง 3 คะแนน
ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หล่นมาอยู่อันดับ 13 โดยมี 7 คะแนนเท่ากับ คริสตัล พาเลซ
ภาพรวมในสัปดาห์นี้ ไบรท์ตัน โดดเด่นที่สุดในแง่ของเกมรุกที่กระหน่ำไปแล้วถึง 23 ประตู แต่ยังมีจุดที่ต้องระวังเรื่องเกมรับ โดยโปรแกรมถัดไปที่ต้องดวลกับ ลิเวอร์พูล จะเป็นบททดสอบของจริง ด้าน อาร์เซนอล ยังคงเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้แม้วันที่ฟอร์มไม่เข้าฝัก โดยอาศัยทีเด็ดจากผู้เล่นสำรองและลูกตั้งเตะ ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด อาการน่าเป็นห่วงที่สุด หลังจากเก็บได้เพียง 7 แต้มจาก 7 นัด จนอันดับรูดลงมาอยู่กลุ่มเดียวกับทีมโซนล่างของตาราง